ก่อนจะมาเป็น ...............ข้าวปั้น

สวัสดีครับทุกท่าน ที่เคยติดตามอ่านบันทึกของผม จะยังคงหลงเหลืออยู่ไหมหนอ?
ผมหายไปนานสำหรับการถอดความบันทึกอดีตเล่มเก่าเล่มนี้ของผม
ช่วงเวลาที่ห่างหายไป ก็ไม่ได้ไปไหนไกล ก็ยังวนเวียนอยุ่แถวๆ นี้
จะว่าไปสำหรับบันทึกตอนล่าสุด มาจนถึงตอนนี้ เป็นเวลาเกือบปีแล้ว มันนานจริงๆ นะเนี่ย
ทิ้งห่างขนาดนี้ คงจะหวังให้มีคนติดตามคงยากแล้วซินะ
แต่ก็ไม่เป็นไร หลังจากห่างหายไปนานไปสั่งสมประสบการณ์ระลอกใหม่ๆ
บางอย่างเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่เพิ่งเคยโดนกับตัวเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้
เป็นธรรมดาที่เรื่องราวเหล่านี้จะถูกเก็บใส่สมุดบันทึกไว้รอวันเปิดออกมาให้คิดถึง
วันนี้ สมุดบันทึกเล่มเดิมจะถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง  

ต้องขออภัยระยะเวลาที่ทิ้งช่วงเนิ่นนาน เพราะอันที่จริงก็เพิ่งเขียนได้ไม่กี่ตอน 
ไม่รู้เมื่อไรข้าวเหนียวจากท้องนา จะได้กลายเป็นข้าวปั้นสวยๆ บนภัตตาคาร ซักกะที 
วันนี้กลับมาสานต่อเจตนารมณ์ของตัวเองอีกครั้ง  ได้แรงบันดาลใจจาก พี่คนหนึ่งซึ่งเป็น 1 ในเพื่อนร่วมงาน
เป็นรุ่นพี่ที่คอยเฝ้าดูผมเรื่อยมาตั้งแต่เข้าวงการอาหารญี่ปุ่น วันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งเสียงที่คุ้นหู
ทำให้ผมรู้ทันที่ว่า คือพี่คนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย  คำอุทานคำแรก คือ "เฮ้ยพี่!! ออกจากคุกตั้งแต่เมื่อไร?"
แล้วเราก็คุยกัน สนุกๆ จนหายคิดถึงกันไปข้างนึงเลย พอวางสายผมก็คิดถึงบันทึกบนมัลติพลายที่นี่ขึ้น ผมน่าจะเขียนมันต่อ
ผมอยากเล่าเรื่องของพี่ๆ พวกนี้จัง ผมจึงตัดสินใจกลับมาเปิดบันทึกเก่าๆ ลายมือผุๆ นี้อีกครั้ง

วันนี้ผมไม่ได้มาเพื่อจะบอกว่า  ผมจะกลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อ  อย่างเดียวเท่านั้น
ผมจะมาบอกว่า ผมกำลังคิดจะย้ายข้อมูลของเรื่องนี้ไปไว้อีกที่หนึ่ง
ถ้าเพื่อนๆ ที่แวะมา แล้วไม่เห็นว่ามีการอัพเดท ถ้าไงก็แวะเข้าไปอ่านกันที่บล๊อกนั้นดู
เดี๋ยวผมจะเอาลิ้งมาแปะไว้ในโอกาสถัดไป .......เร็วๆ นี้

 

---- เธออาจจะไม่รู้ใจตัวเอง ว่า พรุ่งนี้ เธอจะเปลี่ยนแปลงไปไหม จะยังคงเหมือนคำที่เธอเคยพร่ำบอกกันหรือเปล่า ----   

"ผ่านมาแล้วให้ผ่านไป ดั่งสายน้ำที่มันไหลดิ่งลงไปไม่ไหลคืนกลับ ให้ระยับวับแวววาวดั่งดวงดาวบนฝากฟ้าเธอกลับมาเป็นดั่งคนเก่า"

--โลโซ--  


Blog Entryเริ่มงานใหม่Aug 27, '07 3:58 PM
for everyone

ตะเกียบในซองกระดาษ ลวดลายกิ่งไผ่ค่อยบรรจงวางลงบนโต๊ะ เบาๆ อย่างทะนุถนอม ถ้วย ถูกวางไว้ข้างๆ   มือน้อยๆของ พนักงานเสริฟคนสวยปฏิบัติอย่างคล่องแคล่ว ในงานประจำของตน เธอหันหน้ามาบอกผม ให้ผมทำตาม อย่างที่เธอทำให้ผมดู  ผมได้แต่พยักหน้า แล้วก้มลงหยิบ ตะเกียบและถ้วยในตะกร้า มาจัดวางบนโต๊ะดังตัวอย่าง  พี่อ๊อด ยืนกอดอกยืนดูด้วยร่างกายอันกระทัดลัด พล่างพร่ำสอนอยู่ ตลอด  ผม ทำผิดทำถูกด้วยอาการประหม่าแบบสุดฤทธิ์  แต่แบบทดสอบต่างๆก็ ดำเนินไปด้วยดี รวมไปถึงการ ได้ รับลูกค้า จริงๆ ผมเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว โดยฟังจากคำชมที่มีออกมาอย่างไม่ขาดปากของเพื่อนร่วมงานและพี่อ๊อด พี่อนงค์ เดินมาดูผมฝึก พร่างเอ่ยปากชม ว่าผมจะเป็นพนักงานเสริฟที่ดีได้อย่างแน่นอน

แต่ ไม่น่าเชื่อเพื่อนๆร่วมงานของผมต่างยิ้มแย้ม กันและสีหน้ายินดีที่ต้อนรับผมในหน้าทีใหม่กันทั้งนั้น เว้นเสียแต่ senior คนสวย ของผมที่ เธอทำหน้ากระฟัดกระเฟียดเหมือนจะกินตับผมเสียให้ได้ แต่ อาการที่ผมมองเธอยังคงเหมือนเดิม ผมรุ้สึก ขำเล็กน้อยกับท่าทางของเธอ ไม่ว่าจะเจอกันครั้งแรก หรือแม้แต่ตอนนี้ ผมไม่ได้โกรธเธอเลยที่เธอไม่ได้มีสีหน้ายินดีเหมือนคนอื่น แต่ผมกับรู้สึกว่าเธอเป็นคนน่ารัก นะ ถ้าข้อมูล ที่ผม ถามๆจากเพื่อนร่วมงานคนอื่น ไม่มีการผิดพลาด  ดังนั้นเรื่องที่เธอเป็นคนปากร้ายใจดี ก็คงเป็นเรื่องจริง อย่างแน่นอน

 .........เวลาผ่านไป ผมแวะเข้าไป ถามสารทุกข์สุขดิบ กับพี่ๆที่อ่างล้างจานบ้างเป็นครั้งคราว และในช่วงพักกลางวันผมก็เขาไปอยู่ในครัว และสนุกกับการเสวนากับพี่ๆกุ๊ก อยู่นานสองนาน ก่อนที่ พี่สอน จะเรียกให้ผม เขาไปนั่งคุยกับ พี่อ๊อด   พี่อ๊อดมีแบบทดสอบให้ผม เกี่ยวกับเมนูอาหาร  ผมทำได้แถมยัง ผ่านฉลุย

ก็แน่ซิ ก็ผมท่องจนขึ้นใจแล้วนี่นา ไม่ว่า จะ อาหารประเภทชุปแป้งทอด ที่มักตามด้วย karage เช่น Torikarage  (ไก่ชุปแป้ง คาราเง๊ะ ทอด)  เป็นต้น หรือไม่ถ้าเป้นเรื่องย่างก็จะมีคำว่า Yaki เช่น yakisoba  , Salmon Yaki (แซลม่อนย่าง) , Butayaki (หมูย่าง)  , Toriyaki (ไก่อย่าง) เป็นต้น

 

เมนูพวกนี้ สำหรับผมแล้ว มันสบายๆ อุปสรรค์ในการทำงานของผมมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นตอนนี้ก็คือ   ความประหม่า  และผลของไอ้อาการนี้มันก็ส่งผล จนได้ เมื่อเวลาประมาณ เกือบสองทุ่ม มีลูกค้า สั่ง เบียร์ ไฮเนเก้น 3 ขวด  ผมต้องเสริฟ โดยใส่ถาดถือมือเดียวแล้วเดินไป พอถึง โต๊ะลูกค้า ก็เกิดอุบัติเหตุ จนทำให้ เบียร์ทั้งสามขวดสามัคคีกันตกลงพื้นและแตกกระจายข้างโต๊ะลูกค้า ทั้งร้านเงียบและหันมองมาตามเสียง ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากทำหน้า จืดๆ (ที่จริงไม่ได้ทำ มันเป็นของมันเอง) senior คนสวย วิ่งเข้ามา หน้าตาตื่น เขาไปขอโทษขอโพยลูกค้าเป็นการใหญ่  ผมกับพนักงานอีกคนช่วยกันทำความสะอาด ผมมองดูเธอ ยืนรับคำด่าจากลูกค้าแทนผมอยู่สักครู่ ผมก็ลุกขึ้น แล้วก็เข้าไปขอโทษ ด้วยตัวเอง senior ผู้ยืนอยุ่ก่อน แล้ว กล่าวขอโทษ ลูกค้า ส่งท้ายแล้วดึงแขนผม ออกจากที่เกิดเหตุ ผมรู้สึกถึงความไม่พอใจของลูกค้าโต๊ะนั้น แต่ผม ก็ทำอะไรไม่ได้ 

"ทำได้ดีที่สุดเท่านั้นแหละ" senior เธอบอกผม

"แล้วที่หลังก็ระวังหน่อย" เธอฉุนเฉียวมาก ผมรู้ เมื่อดูจากแววตาเธอ ผมก็เสียใจ ผมจึง กล่าวขอโทษเธอ และขอบคุณเธอเธอบอกว่า  

" มันเป็นหน้าที่ของฉัน และอีกอย่าง ฉันชื่อ อาย senior มันคือตำแหน่ง ไม่ใช่ชื่อ" เธอ บอกชื่อให้ผมได้รู้ ในที่สุด ผมดีใจที่ได้รู้จักชื่อเธอ มันชั่งกลบความรุ้สึกใจเสีย เมื่อกี้ซะหมดสิ้นเลย เธอหันมาบอกผมให้ไปทำงานต่อ ผมก็ยัง ข้องใจว่าเธอจะยังคงโกรธผมอยุ่รึเปล่า มันเป็น ความแคลงใจที่ใหญ่หลวงมาก มากซะจนมองข้าม เหตุการณ์ที่ตนเพิ่งทำพลาดลงไปเมื่อกี้เลย  ผมได้แต่ปลอบใจและตั้งใจว่าจะไม่ทำอะไรแตกอีก แต่อีกไม่นานเท่าไร แก้ว ถ้วย ชาม หม้อ ขวด และอื่นๆ ก็ เรียงคิวกัน มาลงในสมุดสถิติ ของแตก ของผมอยู่เนืองๆ  TT

 


Blog EntryนับวันรอJun 23, '07 8:28 AM
for everyone

เวลาพาวันไป  ทั้งสดใสทั้งมืดมน  อารมณ์ที่สับสนถูกคลีคลาย อารมณ์สบายถูกผูกติดด้วยความหวัง .....

 

ผม ยืนใจลอย อยู่ที่อ่างล้างจาน ในวันพุธกลางสัปดาห์ที่เรื่อยๆเอื่อยๆเนือยๆ จานชุดแรกถูกเรียงไว้ในชั้นเรียบร้อย ไม่มีแตกหักพังเสียหาย..วันนี้ผมทำงานเพียงลำพัง อยู่ที่อ่างล้างจาน   มีหลายคน บอกผมว่าวันพุธเป็นวันที่ ลูกค้าเงียบที่สุดของสัปดาห์ สงสัยจะจริงดังเขาว่า

ผมก้มหน้ามองเท้า ตัวเอง  หวนคิดถึงวันที่จะได้ออกไปยืนอยู่หน้าร้าน ทำหน้าที่บริการลูกค้า ผมจะทำหน้าอย่างไร ผมเองก็ยังไม่รู้ แต่ มันต้องเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่แน่นอน สิ่งหนึ่งที่ผมควรรุ้ก็คือ ความรู้ พอคิดถึงเรื่องนี้แล้วผมคืนสติ  ยิ้มมุมปาก (แหม แล้วจะยิ้มทำไม 55+) แล้วก็เดินเข้าไปในครัว

ผมไปดูพี่เขาทำไข่หวาน  "ไข่หวาน"  เป็นเมนูซูชิอีกเมนูหนึ่ง  มันดูดี และมีวิธีทำที เท่มาก เป็นการพับไข่ใส่กระทะ และใช้กระดาษจุ่มน้ำมัน ทากระทะ รูปทรงสี่เหลี่ยม ตลอดเวลา ในขณะที่พับไข่ แต่ละพับ จนไข่ถูกพับหลายชั้นจนเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนพ้าขนาดใหญ่  ในขณะที่พับก็ต้องโยนไข่ ขึ้นแล้วก็พลิกไข่กลางอากาศ ทำจนกว่าไข่จะกลายเป็น แผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า รุปทรงสวยงาม หนาประมาณ 1 นิ้วกำลังดี ซับน้ำมันด้วยกระดาษทิชชู่ ตากพัดลมทิ้งไว้ 

 ผมไปยืนดู พี่เขาทำพร้อมกับชวนคุยไปด้วย  คนที่ทำก็ไม่ใช่ใครอื่น ก็พี่ต๋อย ยอดกุ๊กซูชิ ที่เข้าครัวร้อนมาจัดการเองกับมือ  ในขณะที่ ดู พี่เขาทำ ผมก็ชวนพี่เขาคุยไปด้วย แต่ยิ่งดูก็ยิ่งเพลิน  ผมจึงขอลองทำดูบ้าง  อย่าให้พูดถึง ว่าจะออกมาอย่างไร ผมทำไข่ตกตั้งแต่ พับที่สอง แต่พี่ต๋อยก็ไม่ได้ว่าอะไร  บอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา  ผมลองทำ เกือบเป็นชั่วโมง โดยการแอบ เดินไปดูจาน ที่อ่างล้างจานเป็นระยะ ก็ไม่มีจานเพิ่มขึ้นมาเลย ผม จึงใช้เวลา ประมาณชั่วโมงครึ่ง ในการทำไข่หวานหน้าตาประหลาดมาหนึ่งก้อน  ดูอย่างไงก็ไม่ใช่สี่เหลี่ยมผืนผ้าแถมยังไหม้ซะอีกด้วย  พี่ๆในครัวมายืนมุงดู หัวเราะกันใหญ่ หาว่าผม ทำไข่หวานรสช๊อกกอแล๊ต ซะอย่างงั้น.........

 

วันนี้ ผม สนุกมากกับ การได้เรียนรู้ วิธีการทำไข่หวาน   ผมไม่รุ้ว่าเมื่อผมออกไปเป็นพนักงานบริการแล้ว ผมจะได้มาอยู่ในครัวแบบนี้รึเปล่า เพราะ ผมไม่เคยเห็น พนักงานเสริฟคนไหนที่เข้ามาเพ่นพล่านในครัวเลย ยกเว้น  สาวบาร์น้ำกับคน ออกอาหาร(คนจัดชุดอาหารที่ทำเสร้จแล้ว แล้วก็เป็นคนเรียกให้เด็กเสริฟมารับอาหาร)

 

ผมกลับไปทำหน้าที่ล้างจาน ผมคิดถึงเมนู ท่องจำ รอวันที่จะได้ใช้ความรู้เหล่านี้ ในการบริการ  รอพี่อ๊อดกลับมา อาทิตย์หน้า...เจอกัน

 

..............................................................

ไข่หวาน

ไข่ไก่ ไข่แดง 20 ฟอง น้ำตาล  ประมาณ 200 กรัม(ลองใส่ดูก่อนผมก็จำไม่ค่อยได้เหมือนกัน) มิลิน 50 มิลฯ สาโทปรุงอาหาร นิหหน่อย ให้ได้กลิ่นหอม    ฮอลดาชิ 5 กรัม..........

 

 

 


Blog Entryวันนี้ มีแดดส่องJun 3, '07 9:49 AM
for everyone

ความมืดมิดปกคลุมไปทั้งบริเวณ  ผมยืน อยู่คนเดียว โดยไม่รุ้ว่า ตนยืนอยุ่ที่แห่งหนใด ณ ตอนนี้  ในสมองดูเหมือนไม่ทำงานตอบสนองต่อเหตุที่ทำให้มายืนอยุ่ตรงนี้ รู้เพียงแต่ว่า  มีแสง !!   ใช่ละซิ มีแสง  แสงส่องเป็นทาง ลำแสงเล็กๆ ส่อง มาทางที่ผมยืนอยู่ รู้ เพราะมันแยงตาผมไว้ไม่ให้มองไปทางใดได้ เลย หรือเป็นเพราะผมไม่ยอมมองไปทางไหนกันแน่  ผมให้ความสนใจกับต้นกำเนิดของแสง นั้น ความจ้าของมันทำให้ผมต้องหลี่จนหลับตาเป็นระยะๆ แต่ด้วยความสงสัยและใคร่รู้จนเต็มอก จึง เดินตามลำแสงนั้นไปยังต้นกำเนิด .......หวังเพียงแต่ว่าจะหลุดพ้นจากความมืดมิดที่กำลังเผชิญอยู่ และรู้สึกมันจะไล่หลังมาอย่างไม่ลดละ ความ ไม่รู้ และต้องการหาสิ่งยึดเหนี่ยว ทำให้ได้สบายใจ คงเป็น วิธีที่ผมเลือก เมื่อ ผมคิดว่า ความมืด นั่น น่ากลัวกว่าความสว่าง...ผมจึงหวัง พึ่งแสงสว่างเล็กๆ เพื่อนำไปสู่ความสว่างที่ยิ่งใหญ่......

ผมเดินตามลำแสงนั้นไปเรื่อย เส้นผ่าศูยน์กลางของลำแสงที่พลาดผ่านหน้าผมเริ่มใหญ่ขึ้น มันเริ่มจ้าขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนผมจะมาถึงจุดกำเนิดของมัน ผมก้าวต่อไปไม่ได้ เพราะความจ้าของแสงทำให้ผมต้องหลับตา เมื่อหลับตา ผมจึงไม่กล้าที่จะก้าวเท้าต่ออีก ด้วยความไม่รู้  ไม่รุ้ว่าต่อไปจะเจออะไร .......... 

ผมสะดุ้งสุดตัว!!  เมื่อเสียงนาฬิกาปลุก ร้องดัง ส่งสัญญาณของวันใหม่ ผมยกตัวขึ้นจากที่นอน เตรียมตัวไปเรียน อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย ทุกอย่างอยุ่ในสภาพพร้อมที่จะเผชิญ ตารางชีวิตของผมวันนี้คือ เรียน 9 โมง เลิกบ่ายสาม เข้า งาน 5 โมงเย็น......เลิกงาน 4 ทุ่ม ครึ่ง

 

ในระหว่างนั่งรถ ผม คิดทบทวนความฝัน   สรุป  เป็นใจความ ที่ดูหรูหรา ว่า

  "ความไม่รู้" ,

  "ที่พึ่งทางใจ"


ขอหยุดเรื่องราวหลังร้านมาทบทวนความทรงจำที่วันดีคืนดีก็ผลุดขึ้นมาในสมอง  ซักหน่อยครับ

 

 

 

นานมาแล้ว....................นานซะจน ทำให้ คนคนหนึงลืมคนคนหนึ่งได้อย่างสนิทใจ.......

วันนี้ คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าผม เจอเพื่อนเก่า  เพื่อนเก่า ที่เคย เป็นลูกค้าประจำ........

ผมยังจำได้ดี  วันหนึ่ง เธอเข้ามานั่งร้องไห้ตาปูดตาบวมอยู่ที่โต๊ะ ห่างจากที่ผมยืน ไม่ถึงหนึ่งเมตร  ผมยืนกอด อกจ้องมองเธอ.....ผมรู้สึกแปลกใจที่ทุกครั้งเธอมักมากลับครอบครัว ที่มีแม่ เป็นคุณป้าที่ชอบใส่เสื้อรุ่มร่ามลายดอก ปัดแก้มทาตา เป็นคุณหญิงคุณนาย  และพี่สาวที่ท่าทางดูห้าวๆ........วันนั้นเธอ เดินเข้ามาในร้านด้วยคราบน้ำตาบนแก้มสีชมพู นั่งลง พร้อมทั้งโบกมือแสดงท่าทางปฏิเสธจากพนักงานต้อนรับ ว่า  ยังไม่ต้องการสั่งอาหาร.......

เธอสะพายเป้ใบใหญ่เหมือนทุกครั้งที่เธอมา .......คงมีเพียงแต่รอยน้ำตาทีผมเองก็เพิ่งเคยเห็น....

ผมยืนมองเธอร้องไห้อยู่ซักพัก ผมก็ตัดสินใจ ทำอาหารที่เธอชอบ มันก็คือ kani salad Ebiko Maki ที่เน้นไข่กุ้งเยอะๆ เมนูนี้ไม่ใช้แต่เธอเท่านั้นที่ชอบ แม่ กับพี่สาวของเธอก็ชอบด้วย  ผมเรียกมันว่า เมนุประจำตระกูลคุณป้า....

ผมใส่จานจัดดอกไม้แครอท ให้สวยงามแล้วยื่นให้เธอ เธอหันมา พร้อมเอามือเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ขาดสาย.. อาการสะอึกสะอื้นมันทำให้ผมใจไม่ดีเอาซะเลย  เธอรับจานซูชิ ดูเหมือนว่าเธอพยายามจะฉีกยิ้มให้ผม แต่ผมรุ้ว่ามันคงทรมาน ผม จึงเป็นฝ่ายยิ้มให้เธอแทน......

ผม ได้แต่ยืนมองเธอสะอึกสะอื้น ไม่กล้าถามอะไร เพราะ มันคงไม่เหมาะนักที่จะถามเรื่องส่วนตัว  

สักพัก คุณป้า ที่เป้นแม่ของเธอก็เข้ามาในร้าน พร้อมกับเสียงพนักงานต้อนรับ  
"อิระชัยมาเสะ !!!" ไล่หลังมา.....

คุณป้า จำผมได้ ท่านเหลือบตามามองผมแล้วยิ้มให้ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามลูกสาวที่กำลังต่อสู่กับความโศกเศร้าอย่างเมามันส์.......

สองคนนั่งปรับทุกข์กัน โดยมีผมยืนมองอยู่ไม่ไกลนัก โชคดีที่ลูกค้าไม่เยอะ ผมจึงไม่ค่อยยุ่ง และมีเวลามายืนเท็กแคร์ ลูกค้าประจำ (ใจ) ผม.....

เหตุการณ์คลี่คลาย เธอหยุดร้อง แล้วหันมาสั่งอาหาร โดยเจาะจงเรียกผมไปเหมือนเคย เธอสั่งซูชิแบบเดิม คุณแม่เธอก็สั่งด้วย ผมเข้าไปรับออเดอร์ โดยที่ไม่ได้ถามอะไรแม้จะอยากรุ้ก็ตาม เกรงว่าจะไปถามสะกิดต่อมน้ำตาของเธออีก  

ผมเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างในวันนั้น ลงในสมุดบันทึกประจำวันของผม.....  

หลังจากวันนั้น ก็ดูเหมือนว่า ผมจะสนิทกับครอบครัวนี้เป็นพิเศษ อาทิตย์หนึ่ง พวกเขาจะมา 2 ครั้ง และ ทำการตกลงกับผมว่า ถ้าวันไหนผมหยุด ขอให้บอกเขาด้วย พวกเขาจะได้ไม่มา  ทำให้ผมเป็นปลื้มมาก    ผมคุยกับเขาหลายต่อหลายเรื่อง ผมเริ่มกล้าที่จะคุยมากขึ้น พวกเขาก็กล้าที่ถามผมมากขึ้น เมื่อไรที่ครอบครัวนี้ เดินเข้ามาในร้าน พนักงาน ก็จะวิ่งมาแซวผมว่า "ครอบครัวแฟนเธอมากันแล้วนะ" ....  มีอยุ่หลายครั้งที่เธอพาสมาชิกในครอบครัว มานั่งทานกันหลายคน....แต่ผมไม่เคยเห้น  พ่อเธอเลย  ...

  ผมถือว่ามันเป็นความทรงจำที่ผม ไม่อาจลืมได้ จะลืมได้อย่างไรกันละเมื่อเปิดบันทึก มันก็จะแล่นเข้าสู่สมองโดยอัตโนมัติ...........แต่วันนี้  มันเป็นวันที่เหตุการณ์เหล่านั้น มันแล่นเข้าสมองผมแบบเฉียบพลันโดยไม่ต้องเปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นเลย  ผมขึ้นไปดูหนังบนเมเจอร์ ...ผมยืนเลือกหนังที่จะดู ดูตัวอย่างหนัง เดินไปเดินมาหลายรอบ อยู่ดีๆ ผมก็รุ้สึกคิดถึงชีวิตช่วงทำงานร้านอาหารนั้นและก็ คิดถึงเธอคนนั้น......ชีวิตมันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ ปฏิหาริย์เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่น่าเชื่อ ที่มันจะเกิดขึ้นกับผม....

ผมยังจำหน้าเธอได้ดี  3 ปี แล้ว ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน  คุณป้ายังปัดแก้มทาตา ใส่ชุดรุ่มร่ามลายดอก  อยู่เหมือนเดิม   สองคนเดินขึ้นบันไดมา ผมยืนดูตัวอย่างหนังไตรภาคเรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวกับโจรสลัด พลันคิดและเหลือบตาไปเห็น ทั้งสองคน ผมยิ้มให้กับตัวเอง แทบไม่เชื่อสายตา ยังกับอะไรๆบนโลกผมสามารถเนรมิตรให้มันเป็นไปดังใจผมได้  ผมเดินตามไปหวังจะทักทาย...........ผมเห็น ทั้งสองมองมา แต่ผมไม่รุ้สึกว่า พวกเขาจะจำผมได้  ผมตัดสินใจว่า ไม่เข้าไปทักจะดีกว่า  บางครั้ง เรารักษาอดีตที่มีความหมายเอาไว้ก็คงจะเพียงพอแล้ว .... ผมตัดสินใจหันหลังกลับ ซื้อตั๋วหนังแล้วเดินเข้าโรงหนังไป จบชีวิตที่แขวนอยุ่บนเส้นดายแห่งพรมลิขิตไว้แค่นั้น.........



ผมเดินตรงเข้ามาในร้าน ในใจนึกเพียงแต่ว่าวันนี้ จะได้เจอพี่พรแล้วถามให้แน่ว่าเมื่อวานไปไหนมา ...

แต่ไม่ได้โกรธที่ทำให้ทำงานอยุ่คนเดียวแต่กลับเป็นห่วงซะด้วยซ้ำ..

"อ้าว? พี่พงษ์ วันนี้พี่พรไม่มาทำงานอีกแล้วเหรอ"  ผม ถามพี่พงษ์ หลังจากเดินเข้าร้านมาทางด้านหลังแล้วเห็นพี่พงษ์ยืนล้างจานอยุ่ ซึ่งก็แปลว่านั้นพี่พงษ์เข้างานเช้าและผมเข้างานบ่ายเช่นเคย.....

 

"อ้อ พี่พรแกไปเชียงใหม่น่ะ แม่แกป่วย"   นี่ถือว่าเป็นคำตอบที่ผมรอคอยมาตั้งแต่เมื่อวานก็ว่าได้ ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วก็หันไปซักพี่พงษ์ต่อเรื่องอาการป่วยของแม่พี่พร  จากนั้นผมก็เตรียมตัวเข้างาน การล้างจานวันนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย วันนี้เป็นวันอังคารซึ่งก็ไม่ต่างกับเมื่อวานที่ลูกค้าน้อย เหมือนเดิมวันนี้ผมจะได้เรียนรู้เมนูอาหารให้มากขึ้นผมเดินออกไปหยิบเมนูอาหารที่โซนบริการหน้าร้าน ด้วยคิดว่าจะเป็นการไม่เหมาะสมผมจึงค่อยๆย่องออกไปแต่ในระหว่างทางจะมีสายพานยาวตลอดและไหลวนไปทั่วทั้งร้านผมเดินก้มหน้าก้มตาออกไป จุดหมายคือชั้นวางเมนูที่วางอยุ่บนชั้นที่อยุ่ห่างออกไปจากครัวเกือบถึงเคาเตอร์แคชเชียร์...ผมเหลือบตามองหาพี่อนงค์นิดหน่อย แต่ก็ไม่พบ ในขณะที่ผมเหลือบตากลับเพื่อจะมองทางข้างหน้าผมก็ต้องสะดุ้งเฮือกใหญ่เมื่อหัวผมไปโดนกับหัวของใครคนนึงซึ่งเมื่อผมแหงนขึ้นมาผมก็ได้รุ้ว่า เธอคนนั้นคนที่ไปเรียกผมให้มาพบพี่อ๊อตเมื่อวาน  เธอยืนท้าวเอวเตรียมที่จะอ้าปากด่าผมอยุ่ซึ่งผมรุ้ดี ผมยิ้มเจื่อนๆให้เธอ เธอเผยอปากทำท่าจะด่า ผมมองเธอโดยปราศจากความกลัว ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกที่แปลกดี แต่ความรุ้สึกตลกในท่าทางของเธอทำเอาผมแทบกั้นหัวเรอะเอาไว้ไม่อยู่ทุกทีที่ได้เจอกัน..

"ขอโทษครับ"

"เธอจะไปไหน ไม่ล้างจานเหรอ หรือจะให้ฉันเป็นคนจัดการเหมือนเมื่อวาน"

"อ๋อ พอดีผมจะไปเอาเมนุมาอ่านครับ เมื่อวานพี่อ๊อดบอกว่าถ้ามีเวลาให้ไปเอาเมนูอาหารของร้านมาทำความเข้าใจ"

"อืม งั้นเธอไปรอที่อ่างล้างจานก่อน  เดี๋ยวฉันจะเอาไปให้ " เธอบอกผมว่าทำไมไม่ให้ผมไปหยิบเมนูเอง เป็นเพราะว่า ทางร้านไม่ให้กุ๊กที่อยุ่ครัวร้อนหรืออ่างล้างจานออกมาเดินเพล่นพล่านนอกจากกุ๊กซูชิ.....

 

ผมกลับไปรอเธอที่อ่างล้างจาน ตอนนั้นคงเป็นเวลาพักของพี่พงษ์ ผมไม่เห็นพี่พงษ์อยุ่ที่อ่าง....

สักพัก หล่อนก็เดินเข้ามา พร้อมกับยื่นเมนูอาหารให้ผม

"แล้วอย่าทำขาดละ มืออะเช็ดให้แห้งด้วยก่อนจะจับ" เธอจ่ำจี้จ่ำไชผมยังกะผมเป็นเด็กอายุ สี่-ห้าขวบ

ผมรับคำ พร้อมทั้งเอามือเช็ดกางเกงแล้วก็รับเมนูอาหารจากมือเธอ  หล่อนสะบัดผมหันหลังแล้วเดินออกไป

ผมคิดในใจ ว่า ผมน่าจะถามชื่อเธอ แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความคิดแว่วๆมา มันคงยังไม่ค่อยสำคัญอะไร เพราะเรามันคนละหน้าที่กัน ผมเปิดดูเมนูอาหาร และทำความเข้าใจกับวัตถุดิบ โดยเดินไปดูสูตรอาหารในครัวเป็นการประกอบการเรียนรู้บางครั้งก็เข้าไปวุ่นวายในขณะที่พี่ๆเขากำลังทำอาหารอยุ่ .....

 

วันนี้เมื่อถึงเวลาปิดร้าน วงเหล้าหลังร้านก็ยังคงครื้นเครงกันเหมือนเดิมผมร่วมวงสนทนากับพี่ต๋อยและพี่ๆนิดหน่อยแล้วผมก็ขอตัวออกมาเพื่อเก็บของ และตอกบัตรออกงาน.....

ปัญหาที่วุ่นวายอยุ่ในใจได้กระจ่างลงอย่างง่ายดาย ผมสบายใจขึ้นเยอะคงเหลือไว้แต่ความตื่นเต้นที่พี่อ๊อดจะกลับมาอาทิตย์หน้าและนั้นหมายถึงว่าผมจะได้ลองทำงานบริการที่สุดจะท้าทาย....^^


"กรี!!  เป็นไงบ้างวะเมื่อวาน "   ผู้ชายตัวเล็กๆขาวๆซีดๆที่ผมจำได้ว่า ชื่อ พี่ศรแห่งเตาเทปังยากิ  ที่ได้ร่วมวงร่ำสุรากันมื่อคืนวาน ได้ทักผมเป็นคนแรกเมื่อผมเดินเข้าร้าน ซึ่งก็ถือเป็นวันแรกที่ผม เดินเข้าหลังร้านหลังจากรู้ทางเข้ามือคืน.....

"ก็ดีครับ พี่ ^^" ผมตอบไปยิ้มไป พร้อมกับเดินเข้าไปในร้านหยิบบัตรตอก มาไว้ในมือก่อนจะเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัว พอ เดินออกมาก็จวนเจียนเวลาเต็มทีแล้ว เอาน่า แต่ก็ยังทัน....
 
วันนี้ เป็นวันที่เร่งรีบร้อนรน..กว่าทุกวันเลย..เพราะ ผม แทบจะยังไม่ได้หยุดอยุ่นิ่งๆเลย  เพราะเป็นวันเปิดเทอม วันแรก โชคดีหน่อย ที่ไม่ได้เรียนอะไรมาก แค่เข้าไปนั่งฟังแผนการสอนประจำเทอม ที่จะเรียนเท่านั้น เมื่ออาจารย์ที่สอนปล่อยให้ ออกจากห้องได้ ผมก็รีบบึ่งมาที่รถตู้ ที่ขับรับ-ส่งนักศึกษาจากมหาลัยมายังห้างดังย่านรังสิตเมื่อลงจากรถตู้ ก็รีบกุรีกุจอ* เข้าร้านมาอย่างที่เห็น....

   ผมเตรียมตัวประจำตำแหน่ง อย่างเช่นทุกวัน แต่ต้องแปลกใจที่ไม่เห็นพี่พร ผู้ใหญ่ใจดีประจำอ่างล้างจาน......ซึ่ง แน่นอนว่า ที่สูบบุหรี่ก็ไม่มีวีแวว ของพี่เขาเลย ทั้งที่ นี่ก็เป็นเวลาทำงานของพี่พร แล้วนี่นา ส่วนพี่พงษ์ ผมทราบมาว่าวันนี้พี่เขาหยุด อ้าว แล้วงี้ ถ้าพี่พรลา หยุด   ผมต้องทำงานคนเดียว คิดแล้ว คงวุ่นวายน่าดู ...แต่ ใช่ว่า จะทำไมได้นี่นา ผมเริ่มลงมือทำงาน เริ่มจากจานกองแรก ที่ ค่อยๆสูงขึ้น เพราะพนักงานบริการเก็บกวาดโต๊ะ แล้วยกมันมาวางกอง อยุ่ ริมอ่าง ข้างหน้าผม  เป็นระยะๆ

ผมจัดการล้าง  อบ   จัดเรียงถ้วยโถโอจานไว้ ในตะกร้าทีละขั้นตอน  เวลาผ่านไป ผมยังไม่เห็นมีวี่แววของพี่พร เลยแม้แต่น้อย ....ความแปลกใจเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที....

ผมจึงถือโอกาส ในช่วงที่ต้องหิ้วตะกร้าจานไปเก็บในครัว ถามพี่ที่อยู่ข้างในนั้น
พอเข้าไปถึงเห็นพี่ๆ ตั้งหน้าตั้งตากันทำงานผมก็ไม่กล้าจะเรียก เพื่อถามใคร แต่มีอยุ่คนหนึ่ง เดินผ่านมา ตรงที่ผมยืนอยุ่แล้วยิ้มให้ผม และผมก็ไม่ลังเลที่จะถาม

"พี่ น้อย ครับ รุ้มั้ยว่า พี่ พร ไปไหน ทำไมถึงไม่มาทำงานวันนี้"

พี่น้อย ขมวดคิ้วพันกันอยุ่บนหน้าผาก ก่อนจะ ตอบคำถามผมเพียงสั้นๆว่า
"พี่ไม่รุ้วะ" ......

ผม เดินกลับมา ประจำตำแหน่งเดิม พร้อมทั้งความรุ้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้า ของพนักงานบริการ คนหนึ่งวิ่ง เข้ามา  แต่เอ๊ะ !! พนักงานคนนี้ แต่งตัวแปลก แต่งตัวคล้ายกับพี่พัช แต่ ไม่ใช่พี่พัช ผมนึกไปว่า เกิดอะไรขึ้นกับพี่พัชแล้วจึงมีผู้จัดการใหม่มาแทนอย่างนั้นเหรอ? แต่ผมมาสังเกต ผ้าคาดคอที่คล้ายๆกับผวกที่เรียน ยุวกาชาด ใส่กัน ซึ่งตรงนี้แหละที่มัน แตกต่างจากที่พี่พัชใส่ ........ ผมไม่ทันได้เรียงร้อยความสงสัยมากมายนัก ผมก็เริ่มรุ้สึกถึงความกระจ่างแจ้งที่ใกล้เข้ามาเยือนทุกที เมื่อพนักงานบริการสาวสวยแต่งตัวแปลก คนนี้ วิ่งมาหยุดยืนตรงหน้าผมมีเพียงรางน้ำที่มีจานมากมายกองทับกันอยุ่ กั้นเอาไว้   เธอยิ้มให้ผม ผมรู้สึกได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในตัวผม  หลังจากนั้นริมฝีปากเรียวบางสีชมพู ของเธอก็เผยิดเปิดออก พร้อมกับคำพูด ที่พูดด้วยเสียงอันไพเรอะ ปนไปด้วยเสียงลมหายใจแรงๆอันเนื่องมาจากความเหนื่อยที่ต้องวิ่งมา...
        "เธอชื่อจักรี ใช่มั้ย"
        "ใช่ครับ"
        "พี่อ๊อดเรียก"
        "ฮ้า !! พี่อ๊อด"
        "ก็ใช่นะซิ คิดว่า ฉันพูดว่าอะไรเหรอ ข้างนอกนะ พี่เค้ารอนายอยุ่ข้างนอกตรงโซฟา" เธอพูดพร้อมกับชี้นิ้วออกไปข้างนอก ซึ่งหมายถึงโซนบริการ...
        "แล้ว ใครจะล้างจาน ละครับตอนนี้ เหลือผมคนเดียว ด้วย"
        "อ๋อ เรื่องนั้นเดี๋ยวฉันจัดการเอง"
        "จัดการเอง  หมายถึงล้างเองรึป่าวครับ ^^ " ผมพูดหยอกเย้า เพื่อนใหม่ เพราะนึก ถึงคำพูดเจ้าหล่อนแล้วทำให้นึกขำ...คิดถึงภาพสาวสวยบอบบางล้างจานกองเท่าภูเขา ด้วยเสื้อผ้าหน้าผม ที่ออกจะผู้ดีนิดๆ.....
         "นี่ รีบไปได้แล้ว พี่อ๊อดรออยุ่"  เธอทำหน้าตาดุใส่ผม แต่แทนที่ผมจะกลัวผมกับ ขำในท่าทางของเธอตลอดเวลา....
         "ครับๆ จะไปเดียวนี้แหละครับ"
ผมรู้สึกตื่นเต้น เพราะ จะได้พบกับผู้ที่มีพระคุณที่รับผมเข้ามาทำงาน ทำให้ผมได้มีโอกาส มีเพื่อน มากมายในที่นี้ ผมรีบเปลี่ยนผ้ากันเปลื้อน แล้วรีบเดินออกไปโซนบริการเพื่อมองหาพี่อ๊อด

       บรรยากาศในร้านวันนี้ดูเงียบ จัง ลูกค้า เท่าที่เห็นมีไม่ถึง 5 โต๊ะ พนักงานบริการ ยืนประจำตำแหน่งต่างๆ บ้างก็คอยเติมชาให้ลูกค้า บ้างก็เดินไปเดินมาถือผ้า คอยเช็ดรางสายพานที่พาจานซูชิวิ่งวนไปมารอบร้าน  มีพี่ต๋อย พี่นุ และพี่อีกคนหนึ่งที่ผมยังไม่รุ้จักชื่อ ยืนกอดอก อยุ่ที่ครัวซูชิ และแต่ละคนถือมีด เล่มยาวประมาณ 1 ศอก เหมือนเป็นอาวุธ ประจำกาย อย่างไงอย่างงั้นเลย  พี่กุ๊กซูชิทั้งสามยืนเด่นเป็นสง่าอยุ่ตรงกลางร้าน ...

              เมื่อผมละสายตาจากพี่ทั้งสามคนนั้น ผมก็เหลือบตาเห็นชายแก่ท่าทางหน้าตาคุ้นๆ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยุ่ที่โซฟา  ผมรีบเดินเข้าไปหา  พี่อ๊อดแหงนหน้าขึ้นมองผม หน้าตาหยาบก้านของชายแก่ มุมหางตาค่อยๆหยีลงเผยตีนกาหลายรอย พี่อ๊อดยิ้มให้ผม พร้อมกับบอกให้ผมนั่งลง ผมสวัสดี พี่อ๊อดแล้วนั่งลง ที่โซฟาตรงข้าม....

                    "เป็นไงบ้างจักรี" พี่อ๊อดเริ่มเปิดประเด็น ด้วยการถามสารทุกข์สุขดิบผม
                     "ดีมากๆเลยครับ พี่" ผมกล่าวจากใจจริงพร้อมยกมือขึ้นไหว้พี่อ๊อดอีกครั้ง ตอบแทนความกรุณาในครั้งนี้
                     "ดีแล้ว ไม่ต้องไหว้บ่อยหรอกน่า  "  พี่อ๊อด พูดพลางพับหนังสือพิมพ์เก็บ  ผม ตัดสินใจถามคำถามพี่อ๊อดบ้าง
                     "พี่ครับ ทำไมตั้งแต่ผมเข้ามา ผมไม่เห็นพี่เลย พี่ไปอยุ่ไหนมาเหรอครับ"
                     "ฮ่าๆ อ๋อ  พี่ประจำอยุ่ที่สาขาอื่นอ่ะ ถูกเรียกตัวมาช่วยงานที่นี่ วันนั้น พัชเขาไม่อยุ่ก็เลยฝากร้านไว้กับพี่ " พี่อ๊อดตอบยิ้มๆ ผมรับทราบด้วยการยิ้มตอบ
                     "แล้ว พี่มีธุระอะไรกับผมรึป่าวครับ พอดี ผมต้องไปล้างจานน่ะครับ"  ผม คิดขึ้นได้ว่า ถ้าคุยเล่นกับพี่อ๊อดนาน เดี๋ยวกองจานที่สูงถ่วมหัวอยุ่แล้ว จะสูงขึ้นกว่าเดิม
                     "อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยว พี่จะเทรนเราเรื่องการรับออเดอร์ เรื่องการเสริฟอาหาร คุยกับลูกค้า ซะหน่อย"
               ผมเริ่มเข้าใจวัตถุประสงค์ที่พี่อ๊อดเรียกผมมาคุยแล้ว จากนั้น พี่อ๊อดก็ สอนผม พร้อมทั้งไปหยิบเมนูของทางร้านมาให้ผมนั่งจำชื่อ ราคา วัตถุดิบ  แล้วพี่เขาก็ถามคำถามมากมาย มีบทบาทสมมติที่พี่อ๊อดเล่นเป้นลูกค้าแล้วให้ผมรับออเดอร์ เสริฟอาหาร คุยกับลูกค้า.....  ผม ถูกพี่อ๊อดเทรนอยุ่เกือบ สองชั่วโมง พี่อ๊อดก็ปล่อยให้ผมกลับมาประจำตำแหน่งเดิม  แต่พี่อ๊อดบอกผมว่า อาทิตย์หน้าพี่อ๊อดจะกลับมาประจำที่นี่เป็นการถาวร และวันนั้น ผมต้องพร้อมที่จะออกมาทำหน้าที่ พนักงานบริการอย่างเต็มตัว.....เช่นกัน 

 ผมเดิน ท่อง คำศัพท์ ภาษาญี่ปุ่น พร้อมด้วยราคาอาหาร และวัตถุดิบ ตลอดทางที่เดินเข้าครัวเพื่อทำหน้าที่ล้างจานต่อไป ผมต้องแปลกใจ อีกครั้งเมื่อผมมาถึงที่อ่างล้างจาน ที่เคยมีจานกองใหญ่กองอยุ่ แต่ตอนนี้มันหายไปหมดแล้ว  นิ้วเรียวๆมาสกิดบ่าผมสองครั้ง ทำเอาผมสะดุ้ง เฮือก แล้วหันไปมอง เจอหน้าสาวคนเดิมที่วิ่งมาตามผม เธอยืนเลิกคิวให้ผม แล้วบอกว่า  "จานของเธอฉ้นจัดการให้แล้วนะ " เธอ ยืนเชิด ท่าทางภูมิใจมาก แล้วก็เดิน ออกประตูครัวไปด้วยท่าทางอย่างผู้ชนะ  ผมอดขำไม่ได้ เพราะเธอ เป็น พนักงานคนแรกที่ผมคิดว่า แปลกที่สุด ที่ผมเคยเจอในร้านและรู้สึกจะเป็นคนที่สาม ที่ผมรุ้จักที่เป้นผู้หญิงนอกจากพี่พัชและพี่อนงค์...เธอดูตลกดีและที่สำคัญเธอน่ารักซะด้วย.....ผมไม่สงสัยว่าทำไมจานถึงถูกล้างจนเสร็จหมด เพราะ เจ้าหล่อนคงจะไปวานคนในครัวมาช่วยกันล้าง ด้วยเพราะว่า ไม่ค่อยมีลูกค้า ทำให้จานที่ต้องล้างจึงไม่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม.......... แต่ เรื่องสุมหัวผมก็กลับมาเมื่อคิดถึงพี่พร  ผมจะถามใครได้นะ ผมคิดอยุ๋ในใจ ความกระวนกระวายเกาะกินสมองของผมตลอดเวลาในขณะทำงาน วันนี้ ผมไม่ได้อยุ่ร่วมวงสุรากับพี่ๆ เพราะพรุ่งนี้ผมมีเรียนแต่เช้า ผมหวังเพียงแต่ว่า เมื่อก้าวเข้างานมา พรุ่งนี้ ความขุ่นมัวในจิตใจที่เกิดจากความสงสัย จะกคลีคลาย ไปด้วยดี.......

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เกร็ดความรู้ (หรือป่าว) .....ติดมือมาฝาก....

   อาหารประเภทยำที่มักนำมาทำซูชิ

   หอยเชลล์ญี่ปุ่นปรุงรส (บ้านเราเรียกว่ายำ)   =  Chuka Chinmi

   หูฉลามเทียม มักหันเป็นเส้นเล้กๆนำมาปรุงรส   (บ้านเราเรียกว่ายำ) = Chuka Flukahire

  ลูกปลาหมึกปรุงรส ตัวแดงๆน่ะนะ  (บ้านเราเรียกว่ายำ) = Chuka lidako

  แมงกระพรุนปรุงรส  (บ้านเราเรียกว่ายำ) = Chuka Kurake

  สาหร่ายยำปรุงรส  (บ้านเราเรียกว่ายำ) = Chuka Wakame 


วันนี้จะมาเขียน blog ในแนวบันทึกประจำวันอย่างคนอื่นเขาบ้าง  เพราะ เก็บเอาประสบการณ์ของแต่ละวันมาอัพเดท ก็น่าสนุกดี..............

แต่เรื่อง บันทึก ก่อนจะมาเป็นข้าวปั้น ยังคงมีนะ แต่ด้วยลายมือที่ดูสับสนทำให้ผม ต้องใช้เวลา แกะเกา มากมาย  ประจวบกับช่วงนี้วุ่นวาย มากจึงไม่มีเวลาถักทอให้ได้อ่านกัน.....

พออ้างว่า ไม่มีเวลาก็มาคิดถึงความขี้เกียจมักจะใช้คำนี้เป็นข้ออ้างประจำ   แต่ก็ยังพอมีเหตุอยุ่

       คือช่วงนี้(หมายถึง 26 กุมภานี้) ผม ต้องเข้ารับปริญญา  แล้ว ความวุ่นวายที่เกิดจากงานการสะสมมาแรมปี ผนวกกับกิจกรรมการซ้อมรับปริญญาที่มีขึ้นอย่างยิ่งใหญ่....

      ผมจึงทำได้แค่เปิดเขามาตรวจดูบล๊อกตัวเองว่ามีใครบ้างนะที่เข้ามาเม้ม ...มาติ....  มาเตือน ....ฯลฯ

แต่ก็ยังนิ่งอยู่  ไม่รู้ว่าจะมีใครตามอ่านบ้างรึป่าว แต่ก็เอาเถอะ  ถ้ามีคนตามอ่าน ผมก็ต้องขออภัยที่เว้นวรรคไว้นานโข  ...

     วันนี้ไม่มีไรครับ แค่มาเกรินไว้ว่าจะเขียนblogในแนวบันทึกแต่ไม่ประจำวันนะ...สลับกับ เรื่องราว ก่อนจะมาเป็น..ข้าวปั้น

     


วันนี้ก็เหมือนเมื่อวาน ผมตอกบัตรเข้างานบ่ายโมง และยังคงจับเจ่า อยู่กับงานล้างจานอย่างขมักเขม้น พี่ พงษ์ กับพี่พร ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขอตัวออกไปสุบบุหรี... ผมมักนับจานใส่ตะกร้า และอาสาพี่พรยกตะกร้าเข้าไปในครัวทุกครัง เพราะมันเป็นโอกาสที่ผมจะได้ชะเง้อดูสูตรอาหารที่ติดอยุ่ในครัว...พอถึงเวลาจะปิดร้านเป็นช่วงเวลาที่ผมรอคอย ผมรีบทำงานในหน้าที่ตัวเองให้เสร็จ แล้วรีบแจ่นเข้าไปในครัว ในขณะนั้นพี่ๆ กุ๊กทั้งหลายก็พากันขัดพื้นล้างหมอถูกระทะเป็นการใหญ่ ผมเดินไปเรียบๆเคียงๆพี่กุ๊กคนหนึ่ง  และถามพี่เค้าว่า "พี่ครับ ให้ผมช่วยอะไร" ที่ต้องถามเพราะเมื่อวานผมเป็นคนขัดพื้น แต่มาวันนี้มีพี่กุ๊กคนหนึ่ง ทำหน้าที่นี้ไปแล้ว  พี่กุ๊กรุปร่างหน้าตาดีเงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้  แล้วก็ชี้นิ้วไปที่วัตถุรุปร่างแปลกๆที่มีควันฉุยๆอยุ่.......

"ช่วยขัดเตาเทปังให้หน่อยนะ" ผม เข้าใจว่าไอ้รุปร่างแปลกๆนั่น มันคือเตา ที่มีกะทะในตัว แต่ทำไมเรียกมันว่าเตาเทปัง ??

"พี่ครับเตาเทปังเอาไว้ทำไมเหรอครับ"

"อ๋อ เอาไว้ทำอาหารประเภทกะทะร้อน พวกผัด สเต็ก อะไรเทือกนั้นอ่ะ"

"อ๋อครับ ขอบคุณครับพี่ แล้วพี่ชื่ออะไรครับ "

"พี่ชื่อ ต๋อย"

"สวัสดีครับพี่ต๋อย"

"สวัสดีครับ"
"เอ๊ะ !! พี่ไม่ใช่กุ๊กที่อยุ๋ในครัวนี่" ผมถามด้วยความสงสัย เพราะผม เฝ้ามองเข้ามาในครัวจนจำพี่ๆกุ๊กได้เกือบทุกคน แต่ยังไม่ได้รุ้จักชื่ออย่างเป็นทางการทุกคนเท่านั้นเอง แต่พี่ต๋อยคนนี้ ไม่ใช่ กุ๊ดที่อยุ๋ในครัว เพราะฉะนั้น  พี่เขาต้องเป็น....

"ใช่ ครับ ผมเป็น กุ๊กซูชิ ที่อยุ๋ครัวซูชิ "

"ครัวซูชิ !?"  ผมอุทานด้วยความสงสัย เพราะในร้านผมสังเกตสถานที่ที่น่าจะเรียกว่าเป็นครัวเพียงที่เดียวคือที่นี่นี่นา แล้วมีส่วนใหนที่เรียกว่าครัวได้อีกเหรอ.....?

"ใช่ ครัวซูชิ คือ ตรงกลางระหว่างสายพานนั่น"  พี่ต๋อยพูดพลางชี้นิ้วลอดช่องที่ส่องทะลุ ไปยังหน้าร้านในส่วนที่พนักงานเสริฟทำงานกันอย่างขมักเขม้น.. ผมมองออกไปเห็น อาหาร เป็นคำๆวางอยุ่บนจานขนาดเท่าฝ่ามือ วิ่งวนตามกันอยุ่บนสายพาน...ไหลเวียนไปทุกทีทั่วร้าน.. เพราะระยะทางของสายพาน เป็นลักษณะวิ่งวนผ่านโต๊ะลูกค้าทุกโต๊ะภายในร้าน แปลกจริงๆทำไมผมไม่สังเกตเห็นต้งแต่แรก ทั้งที่อาหารบนสายพานนี่มันเป็นจุดขายของร้านเลยทีเดียว .....และผมสังเกตตามนิ้วพี่ต๋อยที่ชี้บอกพิกัด ให้รุ้ว่าครัวซูชิอยุ่ที่ใด ผมมองไปตรงกลางระหว่างสายพาน มีกุ๊กหน้าตาดีสองคน ยื่นทำงาน อยากสง่างาม...สมกับเป็นกุ๊กที่ต้องยืนอยุ่หน้าร้านเหมือนเป็นพนักงานต้อนรับที่สวมชุดขาวรุปทรงเหมือนซามูไรญี่ปุ่นอย่างไงอย่างงั้นเลย ดูเท่จริงๆ ^^ 

"พี่ ทำอะไรอยุ่ที่ครัวซูชินั่นละครับ" ผมถาม
"ปั้นซูชิไง" พี่ต๋อยตอบ พร้อมกับก้มหน้าก้มตา ถูพื้น ไปด้วย
"แล้ว พี่ ทำไมเข้ามาช่วยทำความสะอาดในครัวนี้ละครับ"
"ก็ ในครัวซิชู มัน สะอาดอยุ๋แล้ว ทำความสะอาดแค่ คนสองคนก็พอ ต้องแบ่งมาช่วยในครัวด้วย"
"ไว้ว่างๆผมไปดูพี่ ทำซูชินะครับ" ผมพูดพลางเดินไปเอาสายยางมาฉีดน้ำใส่เตาเทปัง..
"อืม ได้ซิ "

ผมขัดเตาเทปังจนเสร็จพี่ต๋อยหายไปแล้ว ตอนนี้กุ๊กทุกคนหายไปอีกแล้ว เหมือนเมื่อวานอย่างไงอย่างงั้นเลย แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก พอทำหน้าที่เสร็จแล้วผมก็ไปเดินอ่านสูตรอาหารที่ติดอยุ่ แถวผนัง เหมือนดังเมื่อวาน แต่วันนี้ พี่ พงษ์ วิ่งมาหาผมแล้วกระซิบกระซาบกับผมว่า  "กรี โว้ย!! ไปหลังร้านกัน.."  ผม สงสัยแต่ไม่ทันได้ตอบอะไร พี่พงษ์ก็เอามือมาโอบคอผมแล้วพาเดินออกไปหลังร้าน ผมเจอพี่ๆกุ๊ก ประมาณ7-8 คน นั่งล้อมวง คุยกัน กลางวงมีขวด สีน้ำตาล ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เป็นขวดเหล้า ยี่ห้อ สี่สิบ  แน่นอน..........เวรกรรม....กุ๊กอาหารญี่ปุ่นแต่งตัวหรุหรา มานั่งตั้งวงกินเหล้าขาวอยู่หลังร้าน...........^^"  ผม ยืนแปลกใจอยุ่นาน ก่อนที่พี่พงษ์ จะบอกให้ผมนั่งลง ข้างๆแก  แล้วค่อยๆแนะนำ พี่ๆ ในวงให้ผมได้รุ้จัก ซึ่งผมก็คุ้นหน้าทุกคนอยุ่แล้ว  พี่พงษ์ทำตัวยืดขึ้นแล้วค่อยผายมือไปทางพี่ที่นั่งถัดไป  พี่คนนี้รุปร่างผอนขาว ขนคิ้วเข้ม

"เริ่มจากคนนี้ เลยนะ คนนี้ ชื่อ ว่าศร เป็น เทพเทปัง เลยนะเอ็ง "
 "เทพเทปังนี่คืออะไรครับ"  ผมถามอย่าง งงๆ
"ก็ตำแหน่งประจำ เตาเทปังยากิ ไง" พี่พงษ์ บอก ซึ่งผมเพิ่งรุ้ เมื่อตอนบ่ายๆหลังจากแอบไปอ่านเมนูอาหารมาว่า เทปังยากิ หมายถึง อาหารประเภทจานร้อน และเตาเทปังก็คือเตาที่เอาไว้สำหรับทำอาหารประเภทนี้ ด้วยการสนับสนุนข้อมูลข้างต้นที่ได้มาจากพี่ต๋อย กุ๊กแห่งครัวซูชิ ..ด้วยส่วนหนึ่ง..
" ส่วนคนนี้ชื่อ พล ประจำเตาทอด..."
"สวัสดีครับพี่ศรพี่พล" ผมยกมือไหว้
"เออ สวัสดี" พี่ทั้งสองรับไหว้ผม แล้วก็ยิ้มด้วยตาปรือๆ
"คนถัดมานี่ชื่อน้อย เตายากิ เตายากิ มันคือเตาย่างนั่นเอง คนนี้ชื่อ วุธ  และนี่ศักดิ์   "  พี่พงษ์แนะนำรวดเดียวสามคน ผมยกมือไหว้ ทุกคนทำสีหน้าเป็นมิตรมาก พี่พงษ์ แนะนำเกือบรอบวง เหลือเพียง กุ๊กอีกสองคนที่กำลังคุยกันอยู่สองคนอย่างออกรส 

"เฮ้ย!! ไอ้เหน่ ไอ้ วงศ์ มึงสองคนสนใจกูหน่อยซิ นี่กูจะแนะนำน้องให้รู้จัก " ถ้อยคำที่พี่พงษ์พ่นออกมาแต่ละคำทำให้ผมรุ้ว่าคงจะมีอาการของคนเมาปะปนอยุ่อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็เป็นอาการที่ทุกคนในวงเป็นกัน... พอพี่พงษ์แนะนำ พี่ๆร่วมงานให้ผมได้รุ้จักหมดทุกคนแล้วและก็แนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับชื่อผมด้วย  พี่พงษ์ก็ยกแก้วเหล้าพลาสติกใส มาให้ผม มันเป็นเหล้าขาว
ซึ่งสำหรับผมแล้ว เหล้า พวกนี้ไม่ ทำให้ผมรุ้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะผมก็เคยได้ลิ้มลองรสชาดมันอยุ่เป็นประจำอยุ่แล้ว เมื่อครั้งตอนอยุ่บ้านนอก...แต่มาวันนี้ผมขอบายก่อน

"ไม่ได้ วันนี้รับน้อง เอ็งต้องให้เกียรติพวกพี่"  พี่เหน่ ที่นั่งอยุ่ตรงข้ามผม เปล่งเสียงพูดออกมา หลังจากที่ผม สงวนท่าทีด้วยการ ปฏิเสธเหล้าที่พี่พงษ์ยกให้

เมื่อได้ยินพี่เหน่พูดผมก็ จำใจต้องกระดกเหล้าแก้วนั้น จนหมด แต่มันก็ไม่ได้เยอะอะไร แค่เพียงไม่กี่มิลลิลิตร ตูดๆแก้ว แต่กระนั้นก็เถอะ ทำเอาท้องน้อยผมแสบจี๊ดจ๊าดขึ้นมาเลยทีเดียว...เวลาผ่านไปซํกครู พี่ต๋อยกับพี่กุ๊กอีกคน ซึ่งผมจำได้ว่าเป็นกุ๊กซูชิตำแหน่งเดียวกับพี่ต๋อย เดินออกมา ด้วย ผมหันไปยิ้มให้พี่ต๋อย พี่ต๋อยยิ้มให้ผมแล้วถามว่า "เป็นไงไอ้กรีเมายังวะ"   ไม่หรอกครับ  พี่ต๋อยหันไปแนะนำ พี่กุ๊กคนนั้นให้ผมได้รุ้จัก "เออ นี่  พี่นุ เป็นกุ๊กซูชิเหมือนกันกับพี่"
"สวัสดีครับพี่นุ" ผมยกมือไหว้พี่นุ
"สวัสดีครับ" พี่นุ รับไหวแล้วยิ้มด้วยอาการนิ่มๆ สุขุม ออกแนกแนวสุภาพชน...
"เออไอ้พงศ์ ไอ้พรไม่มาร่วมวงเหรอเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเจอมันมาแดกเหล้าด้วยกันเลย"
พี่ต๋อย หันไปถามพี่พงศ์ พร้อมทั้งค่อยๆหย่อนก้นลงนั่งข้างๆผม
"โอ้ย พี่ ไม่ต้องพูดถึงหรอก ขานั้น ช่วงนี้บ่นๆว่ามีเรื่องทุกใจ สงสัยไม่นานคงหนีไปบวชแน่ๆ" พี่พง ตอบ
  ตลอดเวลาที่นั่งฟังพี่ๆเขาคุยกันในวงเหล้า จับใจความว่า ยังมีขาเหล้าอีกสองคนวันนี้ที่ ไม่ได้มา ร่วมวง ซึ่งเป็นเพราะคือวันหยุดของพี่เขาทั้งสองคน แต่ได้ยินกิติศักดิ์ มาว่า เป็นคนฮาแตก หยุดพร้อมกันวันนี้ ทำเอาพวกพี่ๆร่วมวงบ่นถึงกันใหญ่....


            เวลาผ่านไป พอได้เวลาตอกบัตรกลับบ้าน ทุกคนต่างเก็บ ของเรียบร้อย ผมก็เขาไปต่อแถวเตรียมตอกบัตรกับบ้านด้วยคน วันนี้รุ้สึกมึนๆ เพราะกระดกเหล้าไป สามครั้ง ทำเอาเดินเป๋ไปเลยเหมือนกัน ... พี่พรเดินมาหาผม
     "เป็นไงบ้างกรี ไป กินเหล้ากับเขามาเหรอ จะกลับบ้านได้รึป่าววะ" พี่พร ถาม
     "สบายมากพี่ ผมแค่มึนๆยังไม่ถึงกับเมา แต่ถ้านั่งต่อก็ไม่แน่ ^^"  ผมตอบแบบยิ้มๆ
 
       เมื่อได้เวลา   ผมตอกบัตรเรียบร้อยแล้วทุกคนแยกย้ายกันกลับ ผมยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวลาพี่ๆที่คน

        ไฟในร้านเวลานี้ค่อยๆดับ เหลือเพียงความมืดมิด...รอพนักงานกะเช้ามาทำความมือมิดให้สว่างอีกครั้ง...ส่วนผมหันหลังให้กับร้านแล้วก้าวขึ้นบันไดเพื่อไปรอรถกลับห้องพัก พรุ่งนี้ผมยังคงปิดร้านเหมือนเดิม....แต่ ก่อนจะเข้างาน มันกลายเป็นวันแรกที่ผมจะได้กลับไปเรียนในเทอมที่ 2 ของการเป็นนิสิตใหม่ปีหนึ่ง...เรื่องมันคงยุ่งยากขึ้น เพราะถ้ามีเรียนบ่ายโมงคง ต้องมาจัดตารางเข้างานใหม่...แต่ค่อยเอาไว้ว่ากันพรุ่งนี้ วันนี้ปล่อยให้ความเงียบงันของความรุ้สึกนำพาความเหนื่อยล้าจมลงหายไปพร้อมกับการผักผ่อนในค่ำคืนนี้..........................................


 "สวัสดีครับพี่อนงค์"

  "สวัสดีจ้ะ ทำไมมาเร็วจัง เข้างานบ่ายโมงไม่ใช่เหรอ"

  "ตื่นเต้นน่ะครับพี่ อยากทำงาน" 

  "ตั้งใจทำงานละ" 

  "ครับ  ผมจะตั้งใจล้างจาน...."  

 ผมเดินเข้าไปหลังร้าน ในเวลานั้นเป็นเวลา เที่ยงตรงพอดี ผมเปลี่ยนชุดพนักงานได้คล่องขึ้นหลังจากพยายามซ้อมใส่ทั้งคืน แต่ผ้าพันหัวก็ยังเป๋ๆอยุ่ต้องอาศัยกระจกในร้าน ส่องจัดความเรียบร้อย ในใจก็คิดว่า นี่ตูแต่งให้ใครดูวะ..

ผมไปประจำตำแหน่งก่อนเวลา บ่ายโมง เตรียมพร้อมกับผ้ากันเปื้อนผืนใหญ่ มีพนักงานหญิงคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบ มาทางผม พร้อมกับยื่นกระดาษแข็งๆ สี่เหลี่ยมผืนผ้าให้มา มีตารางบอกวันเดือนปี แบ่งเป็นช่องๆนับดูแล้วก็ 1 เดือนพอดี...

ผมทำหน้างงๆ  พี่ผู้ชายตัวสูงๆที่เป็นพนักงานล้างจานอยุ่ด้วยกัน เดินมากระซิบบอกผมว่า "นี่ เขาเรียกว่าบัตรตอก... เอาไว้ เสียบใส่ช่องตอกบัตรทุกครั้งที่เข้างานหรือออกงาน" พูดพรางชี้ไปที่กล่องสีขาวที่ติดอยุ่ข้างๆผนัง เมื่อวานตอนที่ผมกำลังล้างจานผมก็ ยังสงสัยว่ามันคืออะไรอยู่เหมือนกัน แต่เนื่องด้วย วันแรกของการเริ่มงานจึงทำให้ผมลืมที่จะถามเพื่อลบข้อสงสัยนั้น.

             เมื่อผมกระจ่างดังนั้นแล้ว ผมเก็บบัตรตอก ใส่กระเป๋าหลัง เอาไว้ พี่โย่งคนเดิม ย้ำกับผมด้วยคำพูดทีเล่นทีจริงไว้ว่า  "ถ้าทำหายเค้าไม่จ่ายตังค์เอ็งนะว้อยยย" 

             ผมยิ้มเจื่อนๆ แล้วเอามือไปคลำกระเป๋าหลังอีกทีเพื่อความแน่ใจ....

หลังจากนั้นผมก็ได้ฤกษ์ ถามชื่อเพื่อนร่วมงานซะทีเริ่มจาก พี่โย่งคนนี้เลยละกัน 

         "พี่ชื่ออะไรครับ.." 

พี่โย่งยักคิ้วหนึ่งที (แล้วจะยักทำไมวะ) แล้วก็ตอบว่า "ชื่อ  พร ครับ"

ผมคุยกับพี่ พร สักพัก ก็ได้เวลาตอกบัตร พี่พร เป็นคนสอนผมตอกบัตร ด้วย ว่าเวลาเข้างานต้องกดปุ่มใหน เวลาพักกินข้าวปุ่มไหน เข้างานหลังพักกินข้าวปุ่มไหน ออกงานกลับบ้านปุ่มไหน.....

 "วันนี้เอ็งปิดร้านนิ" พี่พรถามผม

ผมก็ยังงงๆ  ทำหน้า งงใส่เพื่อให้พี่พรเฉลยข้อสงสัย...

 "พี่พรบอกว่า ถ้าเข้างานบ่ายโมงนับเวลาไป9ชั่วโมงจะได้เวลาปิดร้านพอดี"

 "อืม วันนี้ผมต้องปิดร้าน แล้วมันแปลกกว่า ปกติตรงไหนละครับ"  ผมสงสัยอีกครั้ง

 "คนที่อยู่ปิดร้านจะต้องล้างของเก็บของในครัวให้หมด เฉพาะพนักงานในครัวนะ ไม่เกียวกับพนักงานบริการหน้าร้าน ซึ่งอันนั้นเค้าก็มีเวรปิดหน้าร้านของเขาเหมือนกัน อย่างเราก็ถือว่าเป้นพนักงานในครัว ดังนั้นก็จะต้องไปช่วยเขาเก็บของล้างพื้น คือรับผิดชอบงานในครัวให้สะอาด เพื่อ พร้อมที่ให้กะต่อไปที่รับหน้าที่เปิดร้านได้รับช่วงเปิดร้านในวันพรุ่งนี้..."  พี่พรอธิบาย

ผมร้อง อ๋อ แล้วก็ขอบคุณพี่พรที่ให้ความกระจ่าง ผมเริ่มยิ้มมุมปาก  เห็น ทางในการเรียนรู้เมนูและราคาอาหารอยุ่รำไรๆ เผลอๆ อาจจะได้รุ้สูตรและวิธีทำด้วยนะ เพราะเดินเข้าไปในครัวก็ มีสูตรแปะพนังไว้เต็มไปหมด เคยเดินเข้าเอาจานไปเก็บ พี่ๆกุ๊กทั้งหลายทำงานกันอย่างขมักเขม้นมาก...

วันนี้ผมรู้จักพี่พร เป็นคนแรก ต่อจากนั้นก็รู้จักกับพี่พงศ์ เพื่อนร่วมตำแหน่งอีกรายที่ตอนผมเข้างานพี่เค้าพักเบรคไปกินข้าวมา 

หลังจาก ทำความรู้จักกันแล้ว ก็ ได้ตั้งหน้าตั้งตาล้างจานอย่างเอาจริงเอาจัง พี่พงศ์แหงะหน้ามาคุยกับผม ด้วยระยะการเดินทางของเสียงเกือบ3เมตร แกจึงใช้วิธีการตะโกน... "กรี วันนี้เอ็งปิดร้าน ใช่มั้ย งั้นดีเลย หลังร้านเลยนะน้อง"  พอพูดจบประโยค เสียงกระแอม ของพี่พรก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงพูดที่ดูเหมือนจะตักเตินพี่พงศ์เล็กน้อย "เฮ้ย อย่าเพิ่งให้มันไปร่วมวงกับพวกเอ็งเลย มันกำลังปรับตัว"

            พี่พงศ์ยิ้มแหยๆ แล้วก็หันไปทำงานต่อ   ทิ้งความมึนงงสงสัยไว้ที่ผมเหมือนเดิม แหมผมจะสงสัยแต่ก็จำใจต้องก้มหน้าล้างจานต่อไป จนได้เวลาปิดร้าน ผม เข้าไปเจอพี่ๆ กุ๊กตั้งหลายคน แต่ทุกคนต่างตั้งใจกันเก็บร้าน สงสัยคงรีบกลับบ้าน พอใกล้จะเสร็จงานทุกคนเริ่มทะยอยกันหายไป ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าพวกพี่ๆเขาไปไหนกันทั้งที่ ยังไม่ถึงเวลาตอกบัตรออกด้วยซ้พำแต่ผมก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไร ที่ผมสนใจคือ สูตรอาหารที่ติดอยู่ตามผนังในครัวมากกว่า ผมยืนอ่าน จนเกือบลืมเวลา พี่อนงค์ แคชเชียร์ผู้น่ารักของผม ก็เข้ามาเรียกผมในครับว่าได้เวลาตอกบัตรกลับบ้านแล้ว  เมื่อผมเดินไปตอกบัตร ก็ต้องแปลกใจ พี่ๆที่หายไป ตอนทำงานเสร็จ มายืนต่อแถวกันรอตอกบัตรกันเพียบ....วันนี้ผมออกจากร้านพร้อมกับการดับลงของไฟในร้าน  พรุ่งนี้ผมยังคงเข้างานบ่ายเหมือนเดิม  ..... 

 

                 ...................................................................................

 

 

 

 

           


Blog EntryวันแรกJan 29, '07 1:55 PM
for everyone

"ขอโทษครับ ผมมาหาพี่อ๊อด ครับ "

"อ๋อ ที่นัดว่าจะมาทำงานวันนี้รึเปล่า? "

"ครับ"

"รอสักครู่นะ"

จำใจ  "ครับ"

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมมาเริ่มงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้  มันชั่งหรูหรา กว่าที่ทำงานไหนๆที่ผมเคยทำมา ซะอีก  ก็แน่ละซิ ในเมื่อ เคยเป็นแต่กรรมกร แบกปูน ยกหิน กลางแดกเปรี้ยงๆ หรือไม่ก็ ทำงานโรงงานอยุ่ในลายผลิต อันหนาวเหน็บ  นี่นา.....

ผมถามหา พี่อ๊อด พี่ที่สัมภาษณ์ผม เมื่อวาน  จาก พี่สาวแคชเชียร์หน้าตาดี ซึ่งหล่อนให้ผม รอ แล้วหล่อนก็ เดิน หายไปหลังร้าน  

 มีผู้หญิง แต่ง ยูนิฟอร์ม แตกต่างจาก พนักงานคนอื่นที่ต้องแต่ชุดแนวๆญี่ปุ่นๆ สีแดงดำ ทั้งชุดและกางเกง แถมมีผ้ากันเปลื้อนสีแดงจัดจ้านพร้อม ผ้าแดง พันหัวอีกที  คือ หล่อนใส่เสื้อเชิ๊ต สีแดงกางเกงสีดำ ดูท่าทาง คงเป็นซีเนียร์ และผมมารุ้ภายหลังว่า หล่อนเป็น ผู้จัดการร้าน  ผมยกมือไหว้ผู้จัดการ ที่ น่าจะมีอายุห่างจากผมซัก 10 ปี  ผู้จัดการยิ้มให้ผม พร้อมสั่งให้ แคชเชียร์ คนเดิม ไปเอาชุดมาให้ผม ผมนึกสภาพตัวเอง ที่ ใส่ชุดพนักงานไม่ออกจริงๆชั่วโมงนั้น แต่ไม่กี่ นาที ผมก็กลายเป้น ตุ๊กตาญีปุ่นที่ถูก ผู้จัดการ กับ พี่แคชเชียร์ จัดการแต่งตัว พันหัวใส่เสื้อให้ โดยที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย พอดี เสื้อเป็นแบบเสื้อ มีกระดุม ใส่ทับเสื้อ ที่ผมใส่ไปได้เลย....ส่วนกางเกง ก็ให้ผมใส่ทับกับกางเกงนั้นเลย เพราะมันเป้นการเกงผ้าบางๆ จึงไม่มีปัญหาเรื่องความโป๊.....  

เมื่อผมแต่งองค์ทรงเครื่อง เป็นชาววังพร้อมเข้าเฝ้าโชกุน เรียบร้อยแล้ว พี่แคชเชียร์ ก็แนะนำตัวกับผม ว่า หล่อน ชื่อ อนงค์  

        " พี่อนงค์ครับผมต้องทำอะไรบ้างครับเนี่ย "

         "เสริฟ จ้ะ เป็นพนักงานบริการอะ เธอรุ้จักมั้ย ?"

         "เอ่อ...  ก็ เคย เห็นในทีวี อยุ่เหมือนกันครับ  แล้ว ผมต้องเรียนรู้อะไรบ้างครับ "

        " ก้ต้องมีความรุ้เกี่ยวกับเมนูอาหาร ต้องเรียนรู้ราคา และวัตถุดิบ ที่นำมาใช้ด้วยก็ดี นะ จะได้ตอบลูกค้าถูก และที่สำคัญของการดูแลลูกค้า คือการเอาใจเค้ามาใส่ใจเราด้วยจ้ะ"

           พี่อนงค์เป็นคนสุภาพมาก น่ารัก เธอสอนผมทุกสิ่งที่ผมควรรู้ แต่ด้วยปัญญา อันมีอยุ่น้อยนิด ผม จึงจำได้ไม่หมด .....^^     

             " แล้ว ผมจะจำได้ภายในวันเดียว ได้เหรอครับ พี่ ในเมื่อ สิ่งที่ควรรู้และต้องทำได้มันเยอะขนาดนี้"         

             " จริงๆแล้ว เธอต้องจำให้ได้ก่อน นะไม่งั้น พี่พัช คงยังไม่ให้ เธอ ทำงานนี้หรอก (พี่พัช คือชื่อของผู้จัดการสาว คนนั้น)"

             "อ้าว แล้ว จะให้ผมทำอะไร"  ผมเริ่มไม่แน่ใจ....

             "ล้างจานจ้ะ จนกว่าเธอจะรุ้ทุกสิ่งที่เธอควรรู้เกียวกับงานบริการ "  พี่อนงค์บอกหน้าที่ แรกของผม ด้วย สีหน้าที่อ่อนโยน มากๆ....

             ผมมองชุดตุ๊กตาชาววังที่ผมแต่งอยุ่ แล้ว นึกสภาพตัวเองอยุ่กับชามกองโต... คงแปลกพิลึก...

แต่ผม ต้องเปลี่ยนใจในไม่กี่นาทีต่อมา พี่อนงค์พาผมเดินเข้าไปหลังร้าน ผมเห็น พนักงาน 2 คน ที่อ่างล้างจาน แต่งกาย เหมือนที่ผมใส่อยุ่ เพียงแต่มี ผ้ากันเปลื้อนขนาดใหญ่ เป็นยุนิฟอร์มเสริม...ผม ตะลึงเพราะ พนักงาน ล้างจานทั้งสอง ต่างทำงานกับเครื่องจักรที่เอาไว้ล้าง และอบ อย่างเป้นระบบ แบบไม่น่าเชื่อ คนล้าง เพียงแต่แยกจานที่จะล้างและ จัดจาน ให้อยุ่หมวดเดียวกัน...เท่านั้นเอง

 

ผมเริ่มงาน เป็นคนจัดเรียงจาน......มันเป็น งานที่ง่ายและสบายกว่าที่คิดไว้เยอะ  ....................

ผม จัดเรียงจานไว้เป็นสัดส่วนพร้อมใช้  เกือบทั้งวัน  มันทำให้ผมใช้เวลาช่วงนั้นคิดถึง การเป็นพนักงานบริการ ผมคิดว่า การล้างจาน จัดเรียงจานเข้าที่ แบบนี้มันจะให้เรารู้จักเมนู และราคาอาหารในร้านได้อย่างไร หรือต้อง ไปเอาเมนูมาอ่านเหรอ ก็คงไม่มีเวลาเดินไปหยิบมาแน่นอน...

แล้วทำอย่างไรดีละ  ....เวลาผ่านไป 8 ชั่วโมง ผมเข้ามาที่นี่ 11 โมงพักกินข้าว 1 ชั่วโมง ตอนนี้ก็ หกโมงเย็นพอดี พี่อนงค์ เดินมาบอกผม  ให้ไปหาพี่พัช ผมเก็บผ้ากันเปลื้อนเข้าที่ หันไปยิ้มให้เพื่อนร่วมงานตำแหน่งเดียวกันที่อยุ่ห่างกันออกไป ทั้งที่เวลา 8 ชั่วโมง ไม่ได้คุยกันเลยซักคำเดียว...

ผมเดินไปหาพี่พัช พี่พัชบอกว่าผมต้องเลิกงานแล้วที่นี่ทำงาน 8 ชั่วโมง หยุด 1 ชั่วโมง ซึ่งผมใช้เวลา 1 ชั่วโมง ของวันนี้ ในการเดินหาแหล่งอาหาร และกินมัน อย่างเชื่องช้า ไปแล้ว...

เมื่อพี่พัช ถามผมว่า  "เหนื่อยมั้ย?"

ผมพยักหน้าแล้วยิ้ม.........^^ ในความเป็นจริงมันทำให้ผมหายเหนื่อยได้มากเลยกับคำถาม แบบนี้ที่หลุดออกมาจากปากคนระดับผู้จัดการ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ ของผู้ใหญ่ที่มีต่อผู้น้อย ได้อย่างน่าชื่นชม...

"แล้วพรุ่งนี้เจอกัน"  พี่พัช พูดแล้วยิ้มให้ผม และนั่นเป็นสัญญานของการสิ้นสุดการทำงานวันแรกของผม ผมยกมือสวัสดี พี่พัช และพี่อนงค์ พร้อมกวาดสายตาไปรอบๆร้านเห็นพนักงานคนอื่น จ้องมองดูผม  ด้วยสายตาที่เป็นมิตร ผมยิ้มกับตัวเองแล้ว เดินถอยหลังออกไป พร้อบอกกับทุกคนในใจว่า พรุ่งนี้ผมจะกลับมา และวันต่อๆไปผมจะทำความรุ้จักกับพวกคุณทุกคน.....ผมสัญญา ^ ^

 

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนนี้พี่เจ ส่งบร๊อกท๊อกบร๊อกแท๊ก อะไรนั่นมา ให้ผม ผมยังไม่รุ้จะเขียนแล้วจะส่งไป ให้เพื่อนตามกติกาได้วันไหน  แต่ คิดว่าคงได้มีโอกาส ได้สนุกกับเขาบ้าง บอกความลับเหรอ ก็ดีนะบอกไปใครจะเชื่อเอ๊ะ หรือว่า บอกคนอื่นไปหมดแล้วนะ  แห่ะๆ...

 


Blog EntryเปิดตัวDec 21, '06 3:07 AM
for everyone

"หนึ่งทุ่ม แล้วซินะ ยังหางานไม่ได้เลย เฮ้อๆๆ"

              ผม เดิน ลงบันไดเลื่อนชั้นใต้ดิน ในห้างใหญ่แห่งหนึ่งย่านรังสิต เป็นฝั่งที่คนแถวนั้นเรียกว่าฝั่ง โรบินสัน  เรี่ยวแรงที่ใช้พยุงร่างกาย แท๊บหมด เมื่อ เข้ามาเดินวางใบสมัครงาน ตามร้านต่างๆเกือบค่อนวัน ไม่เว้นแต่ร้านขายเพลงสุทราภรณ์ ที่น่าหลับ..