วันนี้ก็เหมือนเมื่อวาน ผมตอกบัตรเข้างานบ่ายโมง และยังคงจับเจ่า อยู่กับงานล้างจานอย่างขมักเขม้น พี่ พงษ์ กับพี่พร ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขอตัวออกไปสุบบุหรี... ผมมักนับจานใส่ตะกร้า และอาสาพี่พรยกตะกร้าเข้าไปในครัวทุกครัง เพราะมันเป็นโอกาสที่ผมจะได้ชะเง้อดูสูตรอาหารที่ติดอยุ่ในครัว...พอถึงเวลาจะปิดร้านเป็นช่วงเวลาที่ผมรอคอย ผมรีบทำงานในหน้าที่ตัวเองให้เสร็จ แล้วรีบแจ่นเข้าไปในครัว ในขณะนั้นพี่ๆ กุ๊กทั้งหลายก็พากันขัดพื้นล้างหมอถูกระทะเป็นการใหญ่ ผมเดินไปเรียบๆเคียงๆพี่กุ๊กคนหนึ่ง  และถามพี่เค้าว่า "พี่ครับ ให้ผมช่วยอะไร" ที่ต้องถามเพราะเมื่อวานผมเป็นคนขัดพื้น แต่มาวันนี้มีพี่กุ๊กคนหนึ่ง ทำหน้าที่นี้ไปแล้ว  พี่กุ๊กรุปร่างหน้าตาดีเงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้  แล้วก็ชี้นิ้วไปที่วัตถุรุปร่างแปลกๆที่มีควันฉุยๆอยุ่.......

"ช่วยขัดเตาเทปังให้หน่อยนะ" ผม เข้าใจว่าไอ้รุปร่างแปลกๆนั่น มันคือเตา ที่มีกะทะในตัว แต่ทำไมเรียกมันว่าเตาเทปัง ??

"พี่ครับเตาเทปังเอาไว้ทำไมเหรอครับ"

"อ๋อ เอาไว้ทำอาหารประเภทกะทะร้อน พวกผัด สเต็ก อะไรเทือกนั้นอ่ะ"

"อ๋อครับ ขอบคุณครับพี่ แล้วพี่ชื่ออะไรครับ "

"พี่ชื่อ ต๋อย"

"สวัสดีครับพี่ต๋อย"

"สวัสดีครับ"
"เอ๊ะ !! พี่ไม่ใช่กุ๊กที่อยุ๋ในครัวนี่" ผมถามด้วยความสงสัย เพราะผม เฝ้ามองเข้ามาในครัวจนจำพี่ๆกุ๊กได้เกือบทุกคน แต่ยังไม่ได้รุ้จักชื่ออย่างเป็นทางการทุกคนเท่านั้นเอง แต่พี่ต๋อยคนนี้ ไม่ใช่ กุ๊ดที่อยุ๋ในครัว เพราะฉะนั้น  พี่เขาต้องเป็น....

"ใช่ ครับ ผมเป็น กุ๊กซูชิ ที่อยุ๋ครัวซูชิ "

"ครัวซูชิ !?"  ผมอุทานด้วยความสงสัย เพราะในร้านผมสังเกตสถานที่ที่น่าจะเรียกว่าเป็นครัวเพียงที่เดียวคือที่นี่นี่นา แล้วมีส่วนใหนที่เรียกว่าครัวได้อีกเหรอ.....?

"ใช่ ครัวซูชิ คือ ตรงกลางระหว่างสายพานนั่น"  พี่ต๋อยพูดพลางชี้นิ้วลอดช่องที่ส่องทะลุ ไปยังหน้าร้านในส่วนที่พนักงานเสริฟทำงานกันอย่างขมักเขม้น.. ผมมองออกไปเห็น อาหาร เป็นคำๆวางอยุ่บนจานขนาดเท่าฝ่ามือ วิ่งวนตามกันอยุ่บนสายพาน...ไหลเวียนไปทุกทีทั่วร้าน.. เพราะระยะทางของสายพาน เป็นลักษณะวิ่งวนผ่านโต๊ะลูกค้าทุกโต๊ะภายในร้าน แปลกจริงๆทำไมผมไม่สังเกตเห็นต้งแต่แรก ทั้งที่อาหารบนสายพานนี่มันเป็นจุดขายของร้านเลยทีเดียว .....และผมสังเกตตามนิ้วพี่ต๋อยที่ชี้บอกพิกัด ให้รุ้ว่าครัวซูชิอยุ่ที่ใด ผมมองไปตรงกลางระหว่างสายพาน มีกุ๊กหน้าตาดีสองคน ยื่นทำงาน อยากสง่างาม...สมกับเป็นกุ๊กที่ต้องยืนอยุ่หน้าร้านเหมือนเป็นพนักงานต้อนรับที่สวมชุดขาวรุปทรงเหมือนซามูไรญี่ปุ่นอย่างไงอย่างงั้นเลย ดูเท่จริงๆ ^^ 

"พี่ ทำอะไรอยุ่ที่ครัวซูชินั่นละครับ" ผมถาม
"ปั้นซูชิไง" พี่ต๋อยตอบ พร้อมกับก้มหน้าก้มตา ถูพื้น ไปด้วย
"แล้ว พี่ ทำไมเข้ามาช่วยทำความสะอาดในครัวนี้ละครับ"
"ก็ ในครัวซิชู มัน สะอาดอยุ๋แล้ว ทำความสะอาดแค่ คนสองคนก็พอ ต้องแบ่งมาช่วยในครัวด้วย"
"ไว้ว่างๆผมไปดูพี่ ทำซูชินะครับ" ผมพูดพลางเดินไปเอาสายยางมาฉีดน้ำใส่เตาเทปัง..
"อืม ได้ซิ "

ผมขัดเตาเทปังจนเสร็จพี่ต๋อยหายไปแล้ว ตอนนี้กุ๊กทุกคนหายไปอีกแล้ว เหมือนเมื่อวานอย่างไงอย่างงั้นเลย แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก พอทำหน้าที่เสร็จแล้วผมก็ไปเดินอ่านสูตรอาหารที่ติดอยุ่ แถวผนัง เหมือนดังเมื่อวาน แต่วันนี้ พี่ พงษ์ วิ่งมาหาผมแล้วกระซิบกระซาบกับผมว่า  "กรี โว้ย!! ไปหลังร้านกัน.."  ผม สงสัยแต่ไม่ทันได้ตอบอะไร พี่พงษ์ก็เอามือมาโอบคอผมแล้วพาเดินออกไปหลังร้าน ผมเจอพี่ๆกุ๊ก ประมาณ7-8 คน นั่งล้อมวง คุยกัน กลางวงมีขวด สีน้ำตาล ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เป็นขวดเหล้า ยี่ห้อ สี่สิบ  แน่นอน..........เวรกรรม....กุ๊กอาหารญี่ปุ่นแต่งตัวหรุหรา มานั่งตั้งวงกินเหล้าขาวอยู่หลังร้าน...........^^"  ผม ยืนแปลกใจอยุ่นาน ก่อนที่พี่พงษ์ จะบอกให้ผมนั่งลง ข้างๆแก  แล้วค่อยๆแนะนำ พี่ๆ ในวงให้ผมได้รุ้จัก ซึ่งผมก็คุ้นหน้าทุกคนอยุ่แล้ว  พี่พงษ์ทำตัวยืดขึ้นแล้วค่อยผายมือไปทางพี่ที่นั่งถัดไป  พี่คนนี้รุปร่างผอนขาว ขนคิ้วเข้ม

"เริ่มจากคนนี้ เลยนะ คนนี้ ชื่อ ว่าศร เป็น เทพเทปัง เลยนะเอ็ง "
 "เทพเทปังนี่คืออะไรครับ"  ผมถามอย่าง งงๆ
"ก็ตำแหน่งประจำ เตาเทปังยากิ ไง" พี่พงษ์ บอก ซึ่งผมเพิ่งรุ้ เมื่อตอนบ่ายๆหลังจากแอบไปอ่านเมนูอาหารมาว่า เทปังยากิ หมายถึง อาหารประเภทจานร้อน และเตาเทปังก็คือเตาที่เอาไว้สำหรับทำอาหารประเภทนี้ ด้วยการสนับสนุนข้อมูลข้างต้นที่ได้มาจากพี่ต๋อย กุ๊กแห่งครัวซูชิ ..ด้วยส่วนหนึ่ง..
" ส่วนคนนี้ชื่อ พล ประจำเตาทอด..."
"สวัสดีครับพี่ศรพี่พล" ผมยกมือไหว้
"เออ สวัสดี" พี่ทั้งสองรับไหว้ผม แล้วก็ยิ้มด้วยตาปรือๆ
"คนถัดมานี่ชื่อน้อย เตายากิ เตายากิ มันคือเตาย่างนั่นเอง คนนี้ชื่อ วุธ  และนี่ศักดิ์   "  พี่พงษ์แนะนำรวดเดียวสามคน ผมยกมือไหว้ ทุกคนทำสีหน้าเป็นมิตรมาก พี่พงษ์ แนะนำเกือบรอบวง เหลือเพียง กุ๊กอีกสองคนที่กำลังคุยกันอยู่สองคนอย่างออกรส 

"เฮ้ย!! ไอ้เหน่ ไอ้ วงศ์ มึงสองคนสนใจกูหน่อยซิ นี่กูจะแนะนำน้องให้รู้จัก " ถ้อยคำที่พี่พงษ์พ่นออกมาแต่ละคำทำให้ผมรุ้ว่าคงจะมีอาการของคนเมาปะปนอยุ่อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็เป็นอาการที่ทุกคนในวงเป็นกัน... พอพี่พงษ์แนะนำ พี่ๆร่วมงานให้ผมได้รุ้จักหมดทุกคนแล้วและก็แนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับชื่อผมด้วย  พี่พงษ์ก็ยกแก้วเหล้าพลาสติกใส มาให้ผม มันเป็นเหล้าขาว
ซึ่งสำหรับผมแล้ว เหล้า พวกนี้ไม่ ทำให้ผมรุ้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะผมก็เคยได้ลิ้มลองรสชาดมันอยุ่เป็นประจำอยุ่แล้ว เมื่อครั้งตอนอยุ่บ้านนอก...แต่มาวันนี้ผมขอบายก่อน

"ไม่ได้ วันนี้รับน้อง เอ็งต้องให้เกียรติพวกพี่"  พี่เหน่ ที่นั่งอยุ่ตรงข้ามผม เปล่งเสียงพูดออกมา หลังจากที่ผม สงวนท่าทีด้วยการ ปฏิเสธเหล้าที่พี่พงษ์ยกให้

เมื่อได้ยินพี่เหน่พูดผมก็ จำใจต้องกระดกเหล้าแก้วนั้น จนหมด แต่มันก็ไม่ได้เยอะอะไร แค่เพียงไม่กี่มิลลิลิตร ตูดๆแก้ว แต่กระนั้นก็เถอะ ทำเอาท้องน้อยผมแสบจี๊ดจ๊าดขึ้นมาเลยทีเดียว...เวลาผ่านไปซํกครู พี่ต๋อยกับพี่กุ๊กอีกคน ซึ่งผมจำได้ว่าเป็นกุ๊กซูชิตำแหน่งเดียวกับพี่ต๋อย เดินออกมา ด้วย ผมหันไปยิ้มให้พี่ต๋อย พี่ต๋อยยิ้มให้ผมแล้วถามว่า "เป็นไงไอ้กรีเมายังวะ"   ไม่หรอกครับ  พี่ต๋อยหันไปแนะนำ พี่กุ๊กคนนั้นให้ผมได้รุ้จัก "เออ นี่  พี่นุ เป็นกุ๊กซูชิเหมือนกันกับพี่"
"สวัสดีครับพี่นุ" ผมยกมือไหว้พี่นุ
"สวัสดีครับ" พี่นุ รับไหวแล้วยิ้มด้วยอาการนิ่มๆ สุขุม ออกแนกแนวสุภาพชน...
"เออไอ้พงศ์ ไอ้พรไม่มาร่วมวงเหรอเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเจอมันมาแดกเหล้าด้วยกันเลย"
พี่ต๋อย หันไปถามพี่พงศ์ พร้อมทั้งค่อยๆหย่อนก้นลงนั่งข้างๆผม
"โอ้ย พี่ ไม่ต้องพูดถึงหรอก ขานั้น ช่วงนี้บ่นๆว่ามีเรื่องทุกใจ สงสัยไม่นานคงหนีไปบวชแน่ๆ" พี่พง ตอบ
  ตลอดเวลาที่นั่งฟังพี่ๆเขาคุยกันในวงเหล้า จับใจความว่า ยังมีขาเหล้าอีกสองคนวันนี้ที่ ไม่ได้มา ร่วมวง ซึ่งเป็นเพราะคือวันหยุดของพี่เขาทั้งสองคน แต่ได้ยินกิติศักดิ์ มาว่า เป็นคนฮาแตก หยุดพร้อมกันวันนี้ ทำเอาพวกพี่ๆร่วมวงบ่นถึงกันใหญ่....


            เวลาผ่านไป พอได้เวลาตอกบัตรกลับบ้าน ทุกคนต่างเก็บ ของเรียบร้อย ผมก็เขาไปต่อแถวเตรียมตอกบัตรกับบ้านด้วยคน วันนี้รุ้สึกมึนๆ เพราะกระดกเหล้าไป สามครั้ง ทำเอาเดินเป๋ไปเลยเหมือนกัน ... พี่พรเดินมาหาผม
     "เป็นไงบ้างกรี ไป กินเหล้ากับเขามาเหรอ จะกลับบ้านได้รึป่าววะ" พี่พร ถาม
     "สบายมากพี่ ผมแค่มึนๆยังไม่ถึงกับเมา แต่ถ้านั่งต่อก็ไม่แน่ ^^"  ผมตอบแบบยิ้มๆ
 
       เมื่อได้เวลา   ผมตอกบัตรเรียบร้อยแล้วทุกคนแยกย้ายกันกลับ ผมยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวลาพี่ๆที่คน

        ไฟในร้านเวลานี้ค่อยๆดับ เหลือเพียงความมืดมิด...รอพนักงานกะเช้ามาทำความมือมิดให้สว่างอีกครั้ง...ส่วนผมหันหลังให้กับร้านแล้วก้าวขึ้นบันไดเพื่อไปรอรถกลับห้องพัก พรุ่งนี้ผมยังคงปิดร้านเหมือนเดิม....แต่ ก่อนจะเข้างาน มันกลายเป็นวันแรกที่ผมจะได้กลับไปเรียนในเทอมที่ 2 ของการเป็นนิสิตใหม่ปีหนึ่ง...เรื่องมันคงยุ่งยากขึ้น เพราะถ้ามีเรียนบ่ายโมงคง ต้องมาจัดตารางเข้างานใหม่...แต่ค่อยเอาไว้ว่ากันพรุ่งนี้ วันนี้ปล่อยให้ความเงียบงันของความรุ้สึกนำพาความเหนื่อยล้าจมลงหายไปพร้อมกับการผักผ่อนในค่ำคืนนี้..........................................


theboomz wrote on Feb 11, '07
ไหนบอกอัพแล้วไง ยังตอนเดิมอยู่เลย = =
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help